ธนาคารขวดแก้ว
ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต
แก้วเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้ในรูปของบรรจุภัณฑ์มาเป็นเวลานานมาก แม้ในปัจจุบันก็ยังใช้แพร่หลายด้วยคุณสมบัติทางกายภาพที่ใส สะอาด และปลอดภัย สินค้าบรรจุในขวดแก้วจะดูมีค่ามากกว่าบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศได้มีการรณรงค์ให้บรรจุสินค้าใน ขวดแก้ว เพื่อรักษาสภาวะแวดล้อม เนื่องจากบรรจุภัณฑ์แก้วสามารถนำกลับมาใช้ หมุนเวียนได้ครบวงจร ประเทศต่างๆ ในยุโรปมักจะมีธนาคารขวดแก้วตั้งไว้ตามถนน เพื่อที่จะได้นำขวดแก้วที่ใช้สินค้าหมดแล้วไปทิ้งในธนาคารขวดแก้ว บางประเทศอาจจัดธนาคารสำหรับแก้วใส และแก้วสีแยกจากกัน จากนั้นคัดแยกตามสีแก้ว แล้วทุบย่อยให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่า เศษแก้ว ล้างด้วยน้ำให้สะอาด และแยกวัสดุอื่นออก แล้วจึงนำมาหลอมกับวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์แก้วใหม่
สำหรับประเทศไทย ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วซื้อ เศษแก้ว เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบเป็นมูลค่าวันละกว่า 1 ล้านบาท เศษแก้วยังช่วยประหยัดพลังงานในการหลอมวัตถุดิบในการผลิตได้ร้อยละ 2532 ทำให้ประหยัดเงินตรา ที่จะต้องซื้อน้ำมันจากต่างประเทศ ถ้าไม่มีการนำเศษแก้วมาใช้เลย ประเทศไทยจะมีขยะเพิ่มขึ้นปีละ
350,000 ตัน จึงไม่ควรทิ้งขวดแก้วลง ไปในถังขยะ ควรแยกไว้ต่างหาก เพื่อจะนำไปหมุนเวียนเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตขวดแก้วได้อีก
ประโยชน์ของขวดแก้วใช้แล้ว
ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต
เมื่อพูดถึงขวดแก้วทุกคนคงรู้จักกันดี เพราะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้และพบเห็นเป็นประจำ ได้มีการตั้งโรงงานผลิตแก้วขึ้นในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2489 เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้ขวดแก้วในการบรรจุเวชภัณฑ์ซึ่งถือว่าเป็นยุทธปัจจัยอย่างหนึ่ง
การที่นิยมใช้ขวดแก้วเป็นบรรจุภัณฑ์นั้น เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นในความเป็นกลางไม่ทำปฏิกิริยากับผลิตภัณฑ์ มีความปลอดภัยสูง ใส สามารถมองเห็นสินค้าที่บรรจุภายใน เมื่อเปิดใช้ผลิตภัณฑ์แล้วยังปิดกลับ ใช้ใหม่ได้ และจุดเด่นอีกประการหนึ่งคือนำกลับมาใช้หมุนเวียนได้ อุตสาหกรรมที่ใช้ขวดแก้วส่วนใหญ่คือ เครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม สุรา เบียร์ เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น ปัจจุบันมีโรงงานผลิตขวดแก้วขนาดใหญ่ได้ ปรับปรุงการผลิต โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศมาใช้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูง แต่ประหยัดต้นทุน เช่น การลดน้ำหนักขวด แต่ให้มีความแข็งแรงเหมือนเดิม และเป็นการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติได้อีกด้วย
สำหรับอุตสาหกรรมประเภทน้ำอัดลม สุรา และเบียร์ อาจแบ่งการใช้ขวดได้ 2 รูปแบบ คือ นำกลับมาใช้อีกและใช้ครั้งเดียว การนำกลับมาใช้อีกหรือแบบหมุนเวียนนี้มีมากกว่า 90% ของขวดแก้วที่ผลิตอยู่ โดยใช้บรรจุน้ำอัดลม ซึ่งผู้ผลิตจะเป็น ผู้จัดการวางมาตรการในการ รวบรวมขวดน้ำอัดลมที่ใช้แล้วคืนกลับโรงงาน ซึ่งเป็นการหมุนเวียนแบบครบวงจรและสมบูรณ์ หากปีหนึ่งน้ำอัดลม จำหน่ายถึง 100 ล้านลัง หรือ 2,400 ล้านขวด หากค่าขวดมีราคาใบละ 1 บาท (ในความเป็นจริงราคาจะสูงกว่า 1 บาท) ก็จะประหยัดเงินได้ถึง 2,400 ล้านบาท ขวดน้ำอัดลมนี้จะใช้ได้ถึง 20 ครั้ง ส่วนทางด้านสุราและเบียร์นั้น ผู้ผลิตจะขายทั้งขวด แต่จะมีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งรวบรวมนำขวดที่ใช้แล้วไปล้างและขายให้ผู้ผลิตบรรจุสุราและเบียร์อีก จึงเป็นแบบที่นำกลับไปบรรจุหรือใช้ใหม่ในทางอ้อม
ขวดแก้วที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์มีกำลังผลิตประมาณปีละ 300,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท การผลิตแก้วเป็นการผลิตแบบ mass production คือผลิตภัณฑ์ในจำนวนมากราคาก็จะถูกมากขึ้น และในรูปแบบชนิดเดียวกันด้วย ดังนั้นในวงการการผลิตขวดแก้วจึงพยายามที่จะผลิตขวดแก้วให้มีรูปแบบน้อยที่สุด
การผลิตขวดแก้วนั้น ต้องใช้วัตถุดิบหลายชนิด ได้แก่ ทราย โซดาแอช (สั่งจากต่างประเทศ) หินปูน หินฟันม้า โดโลไมต์ และส่วนประกอบอื่นๆ แล้วแต่ชนิดของขวดแก้ว แต่สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้คือ เศษแก้ว ซึ่งเป็น ขวดแก้วใช้แล้วนำมาบดให้มีขนาดที่ต้องการ ขวดแก้วทุกชนิดที่ไม่ใช้จึงสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำขวดใหม่ได้
เมื่อผสมส่วนผสมต่างๆ เข้ากันดีแล้วจะผ่านเข้าไปในเตาหลอม โซดาแอชจะช่วยให้อุณหภูมิหลอมเหลวต่ำลง และเศษแก้วที่ใส่เข้าไปด้วยก็จะช่วยประหยัดพลังงานในการหลอม
เมื่อหลอมเหลวเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว น้ำแก้วจะไหลลงเป็นเส้น แล้วถูกตัดเป็นก้อน เพื่อขึ้นรูปในแม่พิมพ์ด้วย การเป่า จากนั้นจะส่งผ่านไปยังตู้อบความร้อน เพื่อลดอุณหภูมิของขวดแก้ว อย่างช้าๆ
ในต่างประเทศ เช่น ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป แต่ละประเทศจะวางถังใหญ่รูปร่างต่างๆ กันไป สำหรับรวบรวมขวดแก้วใช้แล้ว เพื่อนำกลับมาเข้ากระบวนการผลิตใหม่ ซึ่งเป็นการประหยัดทั้งทรัพยากรและพลังงาน |